บทความที่ได้รับความนิยม (Top 10)

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ psychology แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ psychology แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กับความเหงา..เราเอาอยู่ (6 วิธีคลายเหงาด้วยตัวเราเอง)

เพลง..เหงา (ลิปตา ft. คิว-ฟลัวร์)


"เหมือนฉันนั้นไม่มีใคร เหมือนใช้ชีวิตลำพังบนโลกใบนี้
ไม่ทุกข์และก็ไม่สุข แต่ละวันก็แค่ผ่านไป
ชีวิตยังเดินไปได้ แต่ว่ามันไม่มีความหมายใด
ไม่รู้อีกนานแค่ไหน ที่ฉันจะได้เริ่มใหม่สักที
อาจดูไม่เป็นไร แต่ความจริงข้างใน จะมีใครบ้างไหมที่จะเข้าใจ
มันช่างเหงาเหลือเกิน มันอ้างว้างเหลือเกิน..."

          หากมีคนถามว่าเวลานี้เพลงไหนที่โดนใจและตรงชีวิตจริงที่สุด ก็ขอยกให้กับเพลง "เหงา" ของลิปตา ที่มีเนื้อหาพาให้คนเหงาๆอย่างเราฟังแล้วรู้สึกตะเตือนไต (สะเทือนใจ) ยิ่งเวลากลางคืนที่เงียบสงบ ฝนตกเบาๆ มีแค่ตัวเราในมุมเล็กๆ บรรยากาศเหล่านี้ก็ส่งผลให้ความเหงาเข้ามาทำงานในหัวใจคนโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าหนักมากอย่างเรา มีอันต้องน้ำตาตกในไหลย้อนเข้าสู่สี่ห้องหัวใจ เป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียงใดๆ นอกจาก..เหงา เหงา เหงานะ เหงาจัง เหงาจริง เหงาโว้ย (ถ้าย่อหน้านี้จะดูเวิ่นเว้อไปบ้างก็ขออภัย เพราะขณะที่เขียนบล็อกนี้ ผู้เขียนกำลังโดนความเหงาเข้าจู่โจม แต่กำลังต่อสู้กับมันด้วยการเขียนบทความนี้)

เหงาแค่ไหน..ใครเลยจะเข้าใจ
          ความเหงาเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ที่มีหัวใจทุกคน ไม่ว่าจะคนรวยหรือจน คนโสดหรือคนมีแฟน คนมีเพื่อนมากหรือน้อย ไม่ว่าตอนนี้จะอยู่คนเดียวอย่างสันโดษหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ทุกคนมีสิทธิเหงาได้ ไม่มีใครเกิดมาไม่เคยพบเจอความเหงา หากเราแบ่งความเหงาออกเป็นทฤษฎีต่างๆจากหลายๆแขนงนั้น ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 3 แขนง

1. ความเหงาทาง "จิตวิทยา" เป็นความรู้สึกส่วนเกิน เกิดจากสถานะทางความรู้สึกและอารมณ์ของบุคคลที่มีระดับความไม่พึงพอใจต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (ทั้งจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ซึ่งส่งผลต่อการแยกตัวจากสังคมในที่สุด รวมทั้งภาวะความเหงา (loneliness) อันเป็นผลมาจากการขาดรูปแบบของความสัมพันธ์ภายใน 6 ลักษณะ ดังนี้
          1. ความรู้สึกปลอดภัยในการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม (Attachments)
          2. การมีเครือข่ายความสัมพันธ์ในสังคม ทั้งจากครอบครัวหรือเพื่อน (Social Integration)
          3. ความรู้สึกรับผิดชอบต่อการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม (Opportunity for Nurturance)
          4. การได้รับการยอมรับในทักษะหรือความสามารถของบุคคล (Reassurance of Worth)
          5. การได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม (Reliable Alliance)
          6. การได้รับคำแนะนำปรึกษาจากบุคคลอื่นในสังคม (Guidance)
(นิยามความเหงาทาง "จิตวิทยา" โดย "Robert Weiss")
2. ความเหงาทาง "วิทยาศาสตร์" เกิดจากฮอร์โมน "cortisol" เป็นฮอร์โมนในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์หดหู่ที่ผลิตขึ้นจากต่อมหมวกไต หากเรากำลังรู้สึกเหงา เครียด กดดัน แสดงว่าเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำงานอย่างหนัก
3. ความเหงาทาง "ธรรมมะ" เป็นความปรุงแต่งของจิตและการคิดไปเอง เปรียบได้กับความหดหู่และความฟุ้งซ่าน ซึ่งมาจากสาเหตุหลักคือขาดความรู้สึกตระหนักในคุณค่าของตนเอง
ความเหงา..ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้

          การยอมรับว่าตัวเองกำลัง "เหงา" ไม่ใช่เรื่องผิดและน่าอายเลยสักนิด และคนขี้เหงาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอ่อนแอเสมอไป มนุษย์เราแสดงออกทางความเหงาได้หลากหลายรูปแบบ

1. บอกออกไปตรงๆว่า "ฉันเหงาจังเลย" อาจสื่อสารผ่านทางการโพสต์สเตตัสบนเฟสบุค หรือแสดงออกทางโซเชียล หรือเขียนระบายลงในไดอารี่/บล็อก

2. บึ้งตึง ขึงขัง ก้าวร้าว หงุดหงิดพาลใส่คนอื่น

3. เก็บตัว ปลีกวิเวก แยกตัวจากสังคม

4. สร้างภาพว่าตัวเองมีความสุข สนุกสนาน ทำงานเยอะ ไม่มีเวลาจะเหงาหรอก แต่ในส่วนลึกหัวใจนั้น "เหงามาก"

5. มีอารมณ์ขัน สรรสร้างมุขตลก พยายามเป็นตัวโจ๊กของเพื่อนๆ เพื่อให้ตัวเองลืมความเหงา

6. ซึมเศร้า เหงาหงอย ปล่อยตัว คิดแต่ว่าตัวเองต่ำต้อย ด้อยค่า ไม่มีใครมารักหรือสนใจ 

7. ติดเหล้า บุหรี่ เที่ยวกลางคืน เพื่อปลดปล่อยอารมณ์เหงา โดยเป็นบ่อเกิดแห่งการทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง

8. มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ส่งเสียงดัง ฟังเพลงดังๆ แต่งตัวแปลกๆ เรียกร้องความสนใจ


ความเหงาค่อยๆกัดกินหัวใจเรา ทำให้เรามองไม่เห็นค่า คิดแต่ว่าไม่มีใครต้องการเรา

          หากเราทำความรู้จักกับเพื่อนที่ชื่อว่า "ความเหงา" เรียนรู้ถึงที่มาสาเหตุของเพื่อนคนนี้ และพบเจอมันเข้ามาทักทายในชีวิตเราบ่อยๆ เราคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อออกห่างจากเพื่อนคนนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่ถ้าอยู่กับเรานานๆ มันจะพาลดึงชีวิตเราให้จมดิ่งสู่ความมืดมนอย่างคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงรวบรวมวิธีการเอาชนะความเหงา และประสบการณ์การต่อสู้กับความเหงาด้วยตนเอง เพื่อแบ่งปันและเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับเจ้าอารมณ์เหงานี้

1. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เต้น เล่นเกม เล่นกีฬา ทำงานบ้าน วาดรูป ถ่ายรูป เขียนไดอารี่ เขียนบล็อกแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ (เป็นวิธีที่ทำให้ผู้เขียนคลายเหงาได้ดีเลยแหละ ตอนแรกก็เหงาๆ เขียนไปเขียนมา เอ้า..โบกมือลาความเหงาเลยละกัน รีบไปซะละ บ๊ายบายนะ อิอิ)

2. หาคนพูดคุยด้วยแล้วสบายใจ สามารถระบายความอัดอั้นตันใจได้ อย่าเก็บทุกสิ่งไว้คนเดียว เชื่อว่าต้องมีสักคนที่เขายินดีที่จะรับฟัง และอาจจะก่อเกิดกำลังใจดีๆ แต่ถ้าหากเราไม่พูด เก็บทุกอย่างไว้ ก็คงไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดเราได้ อย่ากลัวว่าเขาจะมองว่าเราอ่อนแอหรือน่ารำคาญ จำไว้ว่า..ทุกคนเกิดมาต้องเคยพบเจอกับเพื่อนที่ชื่อว่า "ความเหงา"

3. การทำงานอาสาสมัคร ทำค่าย การอุทิศตนทำความดีหรือช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยยกระดับทางอารมณ์ของคุณให้ดีขึ้น นอกจากนี้มันยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่จะทำให้คุณได้รู้จักกับคนดีๆ ที่อาจมีชีวิตหรือแนวคิดเดียวกัน ทำให้คุณได้เปิดโลกใหม่และมีเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความเหงาที่คุณต้องเผชิญลดน้อยลง

4. เข้าทางธรรม ด้วยการเข้าวัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเทศนา ระลึกสติให้อยู่กับตัวเอง

5. พยายามนึกถึงเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้และมีความสุข คิดถึงสิ่งดีๆที่เราได้เคยทำไว้ หาความภาคภูมิใจในตนเองให้เจอ บอกกับตัวเองเสมอว่า "เราจะทำให้ตัวเองมีคุณค่า" และบอกรักตัวเองในทุกๆวัน "เรารักตัวเรานะ ใครไม่รัก ใครไม่แคร์ แต่เราแคร์ความรู้สึกเรานะ" 

6. หากทำทุกหนทางก็ไม่อาจหยุดยั้งเจ้าความเหงานี้ได้ ก็ลองอยู่คนเดียวในความเงียบ คิดทบทวนตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความเหงาแบบสุดๆ เมื่อมันเหงาจนถึงที่สุด พอถึงเวลาความรู้สึกนี้มันก็จะหยุดและหายไปเอง และถ้าเราควบคุมความเหงาในใจตนเองได้ด้วยตัวเองนั้น เท่ากับว่าเราได้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่หัวใจเรามากขึ้น หากความเหงามาเยือนในครั้งหน้า เราก็จะรู้ท่าไม้ตายที่จะใช้สยบเจ้าความเหงานี้ได้


ก็แค่อารมณ์เหงา
กับความเหงา เราเอาอยู่ ;)

          ทิ้งทวนชวนไม่เหงา: ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเรานึกอยากทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยทำ แล้วคิดว่ามันดีต่อตัวเราและคนอื่นๆ ได้ท้าทายตัวเองด้วยการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ นั่นคือ การเริ่มต้นยุติความเหงา เป็นจุดเริ่มต้นของความมีชีวิตชีวา และเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเอง อย่างที่ผู้เขียนได้เริ่มยุติความเหงา และสร้างตัวเราให้มีคุณค่าด้วยการ "เป็นนักเขียนบล็อก แบ่งปันบทความและเรื่องราวดีๆแก่ผู้อ่าน" แล้วคุณละ..จะเริ่มยุติความเหงาด้วยวิธีไหนดีเอ่ย?

เรียบเรียงบทความโดย: ตะวัน ซันชายน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูลที่จุดประกายความคิดดีๆที่ช่วยรักษาความเหงา
"รูปแบบของความเหงา" โดย น.ส.ยุวพร พลรักษ์ (นักจิตวิทยา)

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความผูกพันแบบไร้สถานะ (เรื่องราวความรักดีๆอีกรูปแบบหนึ่ง)

 
เพลง..รักแท้ (บอย โกสิยพงษ์)


                มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึก เพราะมนุษย์ทุกคนมีหัวใจ และหัวใจที่มีความรู้สึกนั้น หากผสมผสานกับความสัมพันธ์ที่ดีจากใครสักคน มันก็อาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” และ “ความผูกพัน"
                หลายๆคนอาจจะเคยผ่านเหตุการณ์ความรักในรูปแบบ “ไม่มีสถานะที่ชัดเจน” หรือ “นิยามไม่ได้ว่าเราเป็นอะไรกัน” แต่อาจจะมีบางคนที่ยังไงก็ไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เด็ดขาด ฉันต้องการความชัดเจน! ประมาณว่า..ฉันเป็นอะไรสำหรับคุณ? การที่คุณจะเรียกร้องสถานะจากคนที่คุณรักนั้น ลองย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า..เราสำคัญพอที่เขาจะให้เราอยู่ในสถานะคนที่เขารักหรือเปล่า? ดูได้จากการกระทำ ความจริงใจ ความห่วงใย เอาใจใส่ และการเสียสละโลกส่วนตัวของเขา ด้วยการก้าวเข้ามาเรียนรู้ตัวตนคุณ นั่นเท่ากับว่าคุณสำคัญพอ แต่ถ้าคุณยอมรับได้กับความรักในรูปแบบที่สถานะไม่ชัดเจน (โลกสวยไว้ก่อน) ไม่ว่าจะเป็นอะไรสำหรับเขา แค่เราได้คุย ได้ศึกษาดูใจ ห่วงใยซึ่งกันและกัน แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตให้ได้รับรู้ อยู่เคียงข้างกันในวันที่ต่างฝ่ายต่างพบเจอปัญหา หากความรู้สึกเช่นนี้มันยังคงอบอวลอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆในทุกๆวัน หากคุณและเขาสามารถรักษาความสัมพันธ์ได้อย่างแนบแน่น คำว่า “แฟน” ก็คงไม่รู้สึกดีเท่ากับ “คนรู้ใจ” บางที “ความผูกพัน” มันมีค่าและมั่นคงมากกว่า “ความรัก” เพราะความรัก..สามารถลดหมดลง แต่ความผูกพันและความมั่นคง จะยังคงอยู่ได้นานตลอดไป
                กรณีความผูกพันที่ไร้สถานะ ที่จะเล่าให้ฟังนี้ มันก่อเกิดจากมิตรภาพความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ แต่มันเป็นความบังเอิญที่ต่อมากลายเป็นความตั้งใจ ที่ทั้งคู่อยากจะสานสัมพันธ์นี้ต่อไป จากการคุยกันทุกวัน หยอกล้อกัน รับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน มันทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีแบบไม่รู้ตัว ไม่ชัวร์ว่านี่เป็นความเคยชินหรือความรักกันแน่? ต่างคนต่างสงสัยในคำถามนี้ กว่าจะค้นพบคำตอบของหัวใจ กลับต้องมีใครสักคนที่ต้องเสียใจ เพื่อแลกกับคำตอบของความรู้สึกนี้
                เมื่อคุยกันไปได้สักพัก เรื่องราวกลับไม่สวยงามอย่างในตอนแรก เมื่ออีกคนกลับเลือกที่จะตีจาก หายไปจากชีวิตของใครอีกคน ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนที่โดนทำลายความรู้สึก ต้องหมดความไว้ใจ นั่นคือหายไปเพราะรักใครคนอื่น กว่าจะรู้ตัวว่าที่พบเจออยู่มันไม่ใช่ความรัก เป็นเพียงแค่ความหลงใหลในเปลือกนอก พอคิดได้และอยากจะกลับไปหาใครคนนั้น มันก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เคยมีนิยามประโยคที่ว่า “ไม่มีอะไรสายเกินแก้” มันอาจจะใช้ได้ในบางกรณี แต่ในกรณีความรู้สึกของใครบางคน มันอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะความไว้ใจและความรู้สึกที่สูญเสียไปแล้วนั้น มันไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ดังนั้นจงอย่าทำลายความรู้สึกใคร ด้วยการทำให้เขารัก แล้วเราก็เลือกที่จะหายไปจากชีวิตเขา เพราะวันไหนที่เราคิดได้และอยากกลับไป เขาอาจปิดใจ ไม่ต้อนรับการกลับมาของเราอีกเลย...



                เหตุการณ์เหมือนจะต้องจบลงตรงทางแยก ไม่สามารถที่จะกลับมาเดินด้วยกันได้อีก แต่เชื่อไหม..ถึงความรักและความไว้ใจ จะหมดลงไป แต่ความทรงจำดีๆและความผูกพันมันยังคงอยู่ และสิ่งนี้มันทำให้ทั้งสองคนกลับมามีเรื่องราวดีๆด้วยกันอีกครั้ง ความห่วงใยและความหวังดี ยังคงมีให้กันและกันเสมอมา ไม่ว่าช่วงเวลาของทั้งสองคนจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกดีๆ ระหว่างทางต้องเผชิญกับความรู้สึกที่สั่นคลอน แต่ท้ายที่สุดก็จบลงตรงความสัมพันธ์ที่เรียกว่า.. “ความผูกพันแบบไร้สถานะ” และทั้งสองคนก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ความสัมพันธ์แบบนี้ตลอดไป...



บทสนทนาแห่งความผูกพัน (แบบไร้สถานะ) ของทั้งสองคน

: เค้ามีอะไรจะสารภาพ ช่วงนึงที่เค้าหายหน้าไปเกือบเดือน คือช่วงนั้นชีวิตเค้ามีแต่ปัญหา มันรู้สึกมืดแปดด้าน มันมองไม่เห็นทางอะไรเลยจริงๆ บวกกับภาพความทรงจำในอดีตที่้ร้ายๆมันวกกลับเข้ามาในหัว เค้าเอาแต่โทษตัวเองกับความผิดพลาดที่เค้าไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ มันทำให้เค้าท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่อยากคุยกับใครเลย เก็บตัวอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง ลืมภาพความสุขทุกๆอย่างในชีวิต เค้าคิดว่าจะไม่มีใครสนใจเค้า ไม่มีใครตามหาเค้า แต่มีอยู่คนนึง ที่ทำให้เค้าดึงตัวเองออกมาจากโลกสีเทาแห่งความทุกข์ใบนั้น ทำให้เค้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คนที่เค้าคิดว่าเขาไม่น่าจะตามหาเรา แต่กลับเป็นคนที่ตามหาเราคนแรก รู้มั้ยใคร ? … เธอไง :)

: อยู่คนเดียวแล้วคิดอะไรได้บ้างละ หามุมที่อยู่แล้วเรามีความสุขสิ ทำร้ายตัวเองทำไม ยิ่งปิดกั้นตัวเอง อาจจะยิ่งพลาดสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองนะ สิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไร มันจะผิดพลาดแค่ไหน ก็ให้มันเป็นบทเรียนที่ถือว่าต้องเรียนรู้กันไป ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดอยู่แล้ว เข้าใจใช่เปล่า รู้มั้ย ไม่ว่ายังไงเค้าก็จะอยู่เคียงข้างเธอนะ :)

: เค้าเหมือนอยากเข้มแข็งให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นน่ะ เพราะคิดเสมอว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียว แต่ ณ ตอนนี้ มองย้อนกลับไป มันทำให้เค้าคิดได้หลายๆอย่าง อย่างน้อยเราก็รู้ว่าใครรักและห่วงเรา แล้วเค้าก็ค้นพบมุมความสุขของเค้าแล้วแหละ และก็รู้ว่ามุมๆนี้ควรจะให้พื้นที่กับใครหรือสิ่งไหนบ้าง และในมุมนี้มันมีเธออยู่ในนั้น ขอโทษสำหรับเรื่องราวในวันนั้น ที่เค้าทำให้เธอเสียใจ ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตเค้านะ เค้าจะไม่อยู่ข้างๆเธอ แต่เค้าจะอยู่รอบๆตัวเธอ ไม่ว่าเธอจะหันไปทางไหน เธอก็จะเห็นเค้าที่ห่วงใยและหวังดีกับเธอเสมอ :)
 
รักคือความเข้าใจและการให้อภัย ความห่วงใยคือการเอาใจใส่ ความผูกพันคือสิ่งที่ไม่เคยจางหายไป

แล้วคุณละ รู้สึกผูกพันกับใครไหม ถ้าคุณรู้สึกผูกพันกับใคร อย่าลืมส่งความรู้สึกดีๆให้เขาได้รับรู้ หากคุณไม่รู้จะส่งความรู้สึกดีๆยังไง ลองส่งเรื่องราวดีๆเรื่องนี้ให้คนที่คุณผูกพันได้อ่าน บางทีเขาอาจจะรอความรู้สึกดีๆจากคุณอยู่ก็ได้นะ

 
     ทิ้งทวนชวนอ่าน: ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรัก: ภาวะกาฝาก (จิตวิทยาความรัก) ผู้เขียนไปอ่านเจอบทความจาก blog ของ Snowy Girl รู้สึกชอบบทความนี้มาก เป็นเรื่องราวความรักที่อ่านแล้วเป็นการเตือนสติของคนที่กำลังอกหัก แบบที่ว่ารักเขามาก ขาดเขาไม่ได้ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ หากคุณรู้สึกจะเป็นจะตายขนาดนี้ ลองอ่านบทความนี้ แล้วคุณอาจจะมีสติคิดอะไรได้มาก อ่านแล้วอาจจะแสบๆคันๆที่ใจ แต่เป็นการหักดิบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของหัวใจคุณ ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์การรักษาคนไข้ของจิตแพทย์ Dr.Scott Peck ซึ่งได้เขียนบรรยายเหตุการณ์เรื่องนี้ในหนังสือขายดีชื่อ "The Road He Travelled"