บทความที่ได้รับความนิยม (Top 10)

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รีวิวหนังสือเรื่อง "ไม่มีความเจ็บปวดใด..ไม่ให้บทเรียน (Be The Miracle, 50 Lessons for Making the Impossible Possible)"



               อ่านจบไปอีกเล่มกับหนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตนเองเรื่อง "ไม่มีความเจ็บปวดใด..ไม่ให้บทเรียน (Be The Miracle, 50 Lessons for Making the Impossible Possible)" เขียนโดย "เรจีนา เบรตต์" นักข่าวหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ ที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม และแปลโดย "อังคณา ทองพูล"

               เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของตัวเธอเอง ที่ฝ่าลมฝ่าฝน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว เพื่อน สุขภาพ รวมไปถึงชีวิตคนรอบข้าง โดยเธอมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นพระเจ้า เธอเฝ้าสวดอ้อนวอนอธิษฐานให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเธอและคนรอบข้าง เธอได้สู้ชีวิตกับโรคมะเร็งที่อยู่ในร่างกายเธอดั่งผู้ชนะมัน เรื่องนี้มีทั้งหมด 50 บทเรียน แต่ละบทเรียนก็ต่างเรื่องราวที่เรียบเรียงเป็นตอนๆ ไม่ต่อเนื่องกัน อ่านรอบเดียวคงจะเข้าใจยากหน่อย เพราะเนื้อหาลึกซึ้ง เน้นไปทางพระเจ้า คนนับถือคริสต์น่าจะเข้าใจได้ง่าย แต่ทุกบทได้ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิต และมุมมองในการมองโลกให้เป็นสีเทา มีเศร้าก็ต้องมีสุข มีสมหวังก็ต้องมีผิดหวัง เป็นดั่งใจก็ต้องมีไม่สมดั่งใจ ทุกอย่างมีสองด้าน อยู่ที่เราจะผ่านอุปสรรคนี้ด้วยมุมมองใด ใครกำลังทุกข์ หนังสือเล่มนี้จะเหมือนครูสอนชีวิต บรรเทาจิตใจที่หม่นหมอง ไม่ให้หมองมัว อ่านแล้วจะแปรเปลี่ยน "ความเจ็บปวด" ให้เป็น "บทเรียน" #รีวิวหนังสือ #อ่านหนังสือกันเถอะ #หนังสือคือเพือนคู่คิดมิตรคู่จิตใจ ^__^

ทิ้งทวนชวนอ่าน: เนื่องจากเจ้าของบล็อกเป็นโรค "เสพติดบทความ" เปิดเน็ตทีไรต้องหาบทความอ่านตลอด และเป็นโรค "เสพติด(การอ่าน)หนังสือ" เดินไปไหนมาไหนต้องถือหนังสือติดมือตลอด ไม่งั้นรู้สึกเหมือนขาดๆอะไรไปในชีวิต (เวอร์มากแต่เรื่องจริง) จะมีคนเป็นแบบเรามั้ยแว๊? - -*

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กับความเหงา..เราเอาอยู่ (6 วิธีคลายเหงาด้วยตัวเราเอง)

เพลง..เหงา (ลิปตา ft. คิว-ฟลัวร์)


"เหมือนฉันนั้นไม่มีใคร เหมือนใช้ชีวิตลำพังบนโลกใบนี้
ไม่ทุกข์และก็ไม่สุข แต่ละวันก็แค่ผ่านไป
ชีวิตยังเดินไปได้ แต่ว่ามันไม่มีความหมายใด
ไม่รู้อีกนานแค่ไหน ที่ฉันจะได้เริ่มใหม่สักที
อาจดูไม่เป็นไร แต่ความจริงข้างใน จะมีใครบ้างไหมที่จะเข้าใจ
มันช่างเหงาเหลือเกิน มันอ้างว้างเหลือเกิน..."

          หากมีคนถามว่าเวลานี้เพลงไหนที่โดนใจและตรงชีวิตจริงที่สุด ก็ขอยกให้กับเพลง "เหงา" ของลิปตา ที่มีเนื้อหาพาให้คนเหงาๆอย่างเราฟังแล้วรู้สึกตะเตือนไต (สะเทือนใจ) ยิ่งเวลากลางคืนที่เงียบสงบ ฝนตกเบาๆ มีแค่ตัวเราในมุมเล็กๆ บรรยากาศเหล่านี้ก็ส่งผลให้ความเหงาเข้ามาทำงานในหัวใจคนโสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าหนักมากอย่างเรา มีอันต้องน้ำตาตกในไหลย้อนเข้าสู่สี่ห้องหัวใจ เป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียงใดๆ นอกจาก..เหงา เหงา เหงานะ เหงาจัง เหงาจริง เหงาโว้ย (ถ้าย่อหน้านี้จะดูเวิ่นเว้อไปบ้างก็ขออภัย เพราะขณะที่เขียนบล็อกนี้ ผู้เขียนกำลังโดนความเหงาเข้าจู่โจม แต่กำลังต่อสู้กับมันด้วยการเขียนบทความนี้)

เหงาแค่ไหน..ใครเลยจะเข้าใจ
          ความเหงาเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ที่มีหัวใจทุกคน ไม่ว่าจะคนรวยหรือจน คนโสดหรือคนมีแฟน คนมีเพื่อนมากหรือน้อย ไม่ว่าตอนนี้จะอยู่คนเดียวอย่างสันโดษหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ทุกคนมีสิทธิเหงาได้ ไม่มีใครเกิดมาไม่เคยพบเจอความเหงา หากเราแบ่งความเหงาออกเป็นทฤษฎีต่างๆจากหลายๆแขนงนั้น ผู้เขียนขอแบ่งเป็น 3 แขนง

1. ความเหงาทาง "จิตวิทยา" เป็นความรู้สึกส่วนเกิน เกิดจากสถานะทางความรู้สึกและอารมณ์ของบุคคลที่มีระดับความไม่พึงพอใจต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (ทั้งจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ซึ่งส่งผลต่อการแยกตัวจากสังคมในที่สุด รวมทั้งภาวะความเหงา (loneliness) อันเป็นผลมาจากการขาดรูปแบบของความสัมพันธ์ภายใน 6 ลักษณะ ดังนี้
          1. ความรู้สึกปลอดภัยในการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม (Attachments)
          2. การมีเครือข่ายความสัมพันธ์ในสังคม ทั้งจากครอบครัวหรือเพื่อน (Social Integration)
          3. ความรู้สึกรับผิดชอบต่อการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม (Opportunity for Nurturance)
          4. การได้รับการยอมรับในทักษะหรือความสามารถของบุคคล (Reassurance of Worth)
          5. การได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม (Reliable Alliance)
          6. การได้รับคำแนะนำปรึกษาจากบุคคลอื่นในสังคม (Guidance)
(นิยามความเหงาทาง "จิตวิทยา" โดย "Robert Weiss")
2. ความเหงาทาง "วิทยาศาสตร์" เกิดจากฮอร์โมน "cortisol" เป็นฮอร์โมนในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์หดหู่ที่ผลิตขึ้นจากต่อมหมวกไต หากเรากำลังรู้สึกเหงา เครียด กดดัน แสดงว่าเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาทำงานอย่างหนัก
3. ความเหงาทาง "ธรรมมะ" เป็นความปรุงแต่งของจิตและการคิดไปเอง เปรียบได้กับความหดหู่และความฟุ้งซ่าน ซึ่งมาจากสาเหตุหลักคือขาดความรู้สึกตระหนักในคุณค่าของตนเอง
ความเหงา..ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้

          การยอมรับว่าตัวเองกำลัง "เหงา" ไม่ใช่เรื่องผิดและน่าอายเลยสักนิด และคนขี้เหงาก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอ่อนแอเสมอไป มนุษย์เราแสดงออกทางความเหงาได้หลากหลายรูปแบบ

1. บอกออกไปตรงๆว่า "ฉันเหงาจังเลย" อาจสื่อสารผ่านทางการโพสต์สเตตัสบนเฟสบุค หรือแสดงออกทางโซเชียล หรือเขียนระบายลงในไดอารี่/บล็อก

2. บึ้งตึง ขึงขัง ก้าวร้าว หงุดหงิดพาลใส่คนอื่น

3. เก็บตัว ปลีกวิเวก แยกตัวจากสังคม

4. สร้างภาพว่าตัวเองมีความสุข สนุกสนาน ทำงานเยอะ ไม่มีเวลาจะเหงาหรอก แต่ในส่วนลึกหัวใจนั้น "เหงามาก"

5. มีอารมณ์ขัน สรรสร้างมุขตลก พยายามเป็นตัวโจ๊กของเพื่อนๆ เพื่อให้ตัวเองลืมความเหงา

6. ซึมเศร้า เหงาหงอย ปล่อยตัว คิดแต่ว่าตัวเองต่ำต้อย ด้อยค่า ไม่มีใครมารักหรือสนใจ 

7. ติดเหล้า บุหรี่ เที่ยวกลางคืน เพื่อปลดปล่อยอารมณ์เหงา โดยเป็นบ่อเกิดแห่งการทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง

8. มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ส่งเสียงดัง ฟังเพลงดังๆ แต่งตัวแปลกๆ เรียกร้องความสนใจ


ความเหงาค่อยๆกัดกินหัวใจเรา ทำให้เรามองไม่เห็นค่า คิดแต่ว่าไม่มีใครต้องการเรา

          หากเราทำความรู้จักกับเพื่อนที่ชื่อว่า "ความเหงา" เรียนรู้ถึงที่มาสาเหตุของเพื่อนคนนี้ และพบเจอมันเข้ามาทักทายในชีวิตเราบ่อยๆ เราคงต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อออกห่างจากเพื่อนคนนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่ถ้าอยู่กับเรานานๆ มันจะพาลดึงชีวิตเราให้จมดิ่งสู่ความมืดมนอย่างคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงรวบรวมวิธีการเอาชนะความเหงา และประสบการณ์การต่อสู้กับความเหงาด้วยตนเอง เพื่อแบ่งปันและเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับเจ้าอารมณ์เหงานี้

1. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เต้น เล่นเกม เล่นกีฬา ทำงานบ้าน วาดรูป ถ่ายรูป เขียนไดอารี่ เขียนบล็อกแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ (เป็นวิธีที่ทำให้ผู้เขียนคลายเหงาได้ดีเลยแหละ ตอนแรกก็เหงาๆ เขียนไปเขียนมา เอ้า..โบกมือลาความเหงาเลยละกัน รีบไปซะละ บ๊ายบายนะ อิอิ)

2. หาคนพูดคุยด้วยแล้วสบายใจ สามารถระบายความอัดอั้นตันใจได้ อย่าเก็บทุกสิ่งไว้คนเดียว เชื่อว่าต้องมีสักคนที่เขายินดีที่จะรับฟัง และอาจจะก่อเกิดกำลังใจดีๆ แต่ถ้าหากเราไม่พูด เก็บทุกอย่างไว้ ก็คงไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดเราได้ อย่ากลัวว่าเขาจะมองว่าเราอ่อนแอหรือน่ารำคาญ จำไว้ว่า..ทุกคนเกิดมาต้องเคยพบเจอกับเพื่อนที่ชื่อว่า "ความเหงา"

3. การทำงานอาสาสมัคร ทำค่าย การอุทิศตนทำความดีหรือช่วยเหลือผู้อื่น จะช่วยยกระดับทางอารมณ์ของคุณให้ดีขึ้น นอกจากนี้มันยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่จะทำให้คุณได้รู้จักกับคนดีๆ ที่อาจมีชีวิตหรือแนวคิดเดียวกัน ทำให้คุณได้เปิดโลกใหม่และมีเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความเหงาที่คุณต้องเผชิญลดน้อยลง

4. เข้าทางธรรม ด้วยการเข้าวัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเทศนา ระลึกสติให้อยู่กับตัวเอง

5. พยายามนึกถึงเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้และมีความสุข คิดถึงสิ่งดีๆที่เราได้เคยทำไว้ หาความภาคภูมิใจในตนเองให้เจอ บอกกับตัวเองเสมอว่า "เราจะทำให้ตัวเองมีคุณค่า" และบอกรักตัวเองในทุกๆวัน "เรารักตัวเรานะ ใครไม่รัก ใครไม่แคร์ แต่เราแคร์ความรู้สึกเรานะ" 

6. หากทำทุกหนทางก็ไม่อาจหยุดยั้งเจ้าความเหงานี้ได้ ก็ลองอยู่คนเดียวในความเงียบ คิดทบทวนตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความเหงาแบบสุดๆ เมื่อมันเหงาจนถึงที่สุด พอถึงเวลาความรู้สึกนี้มันก็จะหยุดและหายไปเอง และถ้าเราควบคุมความเหงาในใจตนเองได้ด้วยตัวเองนั้น เท่ากับว่าเราได้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่หัวใจเรามากขึ้น หากความเหงามาเยือนในครั้งหน้า เราก็จะรู้ท่าไม้ตายที่จะใช้สยบเจ้าความเหงานี้ได้


ก็แค่อารมณ์เหงา
กับความเหงา เราเอาอยู่ ;)

          ทิ้งทวนชวนไม่เหงา: ถ้าเมื่อไหร่ที่คนเรานึกอยากทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยทำ แล้วคิดว่ามันดีต่อตัวเราและคนอื่นๆ ได้ท้าทายตัวเองด้วยการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ นั่นคือ การเริ่มต้นยุติความเหงา เป็นจุดเริ่มต้นของความมีชีวิตชีวา และเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเอง อย่างที่ผู้เขียนได้เริ่มยุติความเหงา และสร้างตัวเราให้มีคุณค่าด้วยการ "เป็นนักเขียนบล็อก แบ่งปันบทความและเรื่องราวดีๆแก่ผู้อ่าน" แล้วคุณละ..จะเริ่มยุติความเหงาด้วยวิธีไหนดีเอ่ย?

เรียบเรียงบทความโดย: ตะวัน ซันชายน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูลที่จุดประกายความคิดดีๆที่ช่วยรักษาความเหงา
"รูปแบบของความเหงา" โดย น.ส.ยุวพร พลรักษ์ (นักจิตวิทยา)

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รีวิวหนังเรื่อง "The Machinist (หลอน..ไม่หลับ)"


A: คุณโอเคมั้ย ?
B: แล้วผมดูไม่โอเคตรงไหน ?
A: ก็ถ้าคุณผอมไปมากกว่านี้ คุณอาจจะโดนลมพัดปลิวไปเลยก็ได้


          ผมกำลังล้างหน้า เผื่อว่ามันจะช่วยให้ผมสร่างจากความง่วง ผมเงยหน้าส่องกระจก มองใบหน้าอันโทรมๆและตาคล้ำๆของตัวเอง จู่ๆท้องผมเกิดร้องขึ้นมาด้วยความหิวโหย ผมจึงเดินไปที่ตู้เย็น ทันใดนั้น ผมต้องตะลึงกับกระดาษโพสอิทสีเหลืองที่แปะหน้าตู้เย็น ข้อความที่อยู่บนกระดาษใบนั้นคือ "Who are you ?"

          จะเป็นไปได้ไหม หากฝันร้ายที่คุณพบเจอนั้น มันตามหลอกหลอนขณะที่คุณยังไม่ได้หลับ? ฝันร้ายทั้งๆที่ยังตื่น ฝันร้ายทั้งๆที่ยังลืมตา ฝันร้ายทั้งๆที่คุณไม่ต้องการจะฝันถึงมัน!

          "คุณเป็นใคร?" คงไม่ค่อยมีใครถามคำถามนี้กับตัวเอง น้อยคนที่จะสงสัยในความเป็นตัวเอง แต่ไม่ใช่กับพนักงานคุมเครื่องจักรที่เป็นโรคนอนไม่หลับมานานนับปี เนื่องจากเขามีปมฝังใจที่แม้แต่ตัวเองยังคงไม่รู้ตัวและกำลังหนีมัน! และนั่นทำให้เหตุการณ์หลอนๆตามมาหลอกหลอนเขาไม่เว้นวัน และพาลทำให้คนรอบข้างเขาต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน จนทำให้ใครหลายคนชี้หน้าหาว่าเขาเป็น "คนติดยา" หรือ "คนวิกลจริต" ผู้ชายคนนี้ที่ชื่อว่า "Trevor Reznik"

Christian Bale (พระเอก Batman Begins) ลงทุนลดน้ำหนักตัวเองไปกว่า 60 ปอนด์
จนเหลือแต่โครงกระดูก
 

          สิ่งแรกที่ทำให้อึ้งทึ่งตั้งแต่ยังดูไม่จบก็คือ "หุ่นที่ซูบผอมของพระเอก" แบบที่ว่าผีโครงกระดูกเดินได้หรือเปล่า คือผอมจนเห็นโครงกระดูก มันผอมน่ากลัวเกินไป แต่พอไปอ่านข้อมูลเบื้องหลัง ต้องนับถือพระเอกคนนี้มากกับการลดหุ่นให้ผอมแห้งโดยใช้เวลาไม่นาน โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่าในหนึ่งวัน เขากินได้แค่กาแฟ 1 แก้ว แอบเปิ้ล 1 ผล และทูน่าเพียงเล็กน้อย พร้อมออกกำลังกายอย่างหนัก (เป็นเรานี่คงไม่รอดตั้งแต่วันแรก ซูฮกพี่เขาเลยจริงๆ) ทำให้พระเอกอย่าง 'Christian Bale' เป็นอีกหนึ่งสุดยอดของ "Body Transformations" ในวงการณ์ภาพยนตร์เท่าที่เคยมีมา

          หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่สนุก ไม่มีอะไรเลย ดูแล้วน่าเบื่อ ไม่เห็นเข้าใจ แต่ถ้าใครดูถึงตอนจบแล้ว จะบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้ผูกปมชวนน่าสงสัยได้ดีมาก (หากใครเป็นนักเดา คงได้สนุกละงานนี้) ตัวหนังที่เน้นอารมณ์ชวนสงสัย อึดอัด กดดัน กับบรรยากาศและการเดินเรื่อง รวมไปถึงซาวด์ดนตรีชวนหลอนโสตประสาท หนังใช้ลูกเล่นของเสียงมากล่อมประสาทความหลอน บวกกับใบหน้าอันโทรมๆไร้ซึ่งชีวิตชีวาของพระเอก ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความหลอนเบาๆแบบไม่ต้องมีผีวิญญาณโผล่มาให้สะดุ้งโหยง ก็โคตรหลอนได้ด้วยตัวหนังเอง งานนี้ต้องให้ความดีความงามกับพี่ Christian Bale เขาแหละ ที่แสดงบทบาทคนเป็นโรคนอนไม่หลับ (อีกนิดใกล้เป็นคนวิกลจริตละพี่) ได้เข้าถึงอารมณ์มาก สีหน้า แววตา ท่าทางการพูด การเดิน การปลดปล่อย การระบายอารมณ์ คือมันเสมือนจริงมาก จนนี่ก็คิดไปแล้วว่าก่อนหน้าที่พี่จะมาเล่นหนังเรื่องนี้ พี่ได้ไปเข้าคอร์สฝึกหัดการเป็นโรคนอนไม่หลับมาหรือเปล่า (ปรบมือให้กับการแอคติ้งของพระเอกคนนี้จริงๆ)



         "Trevor Reznik"  พนักงานคุมเครื่องจักรในโรงงาน ที่มีชีวิตทำงานไปวันๆ มีงานอดิเรกคือการไปพูดคุยจีบพนักงานเสิร์ฟสาวที่ร้านกาแฟ ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง และการออกเดินทางไปสู่สวรรค์ชั้นเจ็ดกับโสเภณี ที่เปรียบเสมือนเพื่อนคนเดียวในชีวิตเขา แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีชายปริศนานามว่า "Ivan" ปรากฎตัวอย่างลึกลับในโรงงานที่เขาทำงานอยู่ เขาได้พูดคุยกับชายปริศนาคนนี้ และนึกสงสัยว่าเขาเป็นใคร ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำงาน จนพลาดทำเพื่อนร่วมงานแขนขาดคาเครื่องจักร เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนไม่พอใจในตัวเขา บวกกับใบหน้าอันโทรมๆแบบผีตายซาก ทำให้เพื่อนร่วมงานรังเกียจเขาและพร้อมที่จะขับไล่เขาออกไป!! และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "Ivan ไม่มีตัวตน"
แล้ว Ivan เป็นใคร ?
เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร ?
ปมในใจที่ทำให้เขาเป็นโรคนอนไม่หลับคืออะไร ?
สรุปแล้วเขาจะหาคำตอบจากคำถามที่ว่า "คุณเป็นใคร ?" ได้หรือไม่ ?
ท้ายที่สุดแล้วชีวิตเขาจะได้นอนหลับพักผ่อนหรือไม่ ?
คำตอบอยู่ในหนังเรื่องนี้แล้ว อยากรู้ต้องดู ;)

              

 Reznik..ชายผู้เป็นโรคนอนไม่หลับ
Ivan..ชายผู้เป็นปริศนา
 
          ดูไปก็แอบสงสารพระเอกนะ กับอีแค่โทรมหน้าตาเหมือนผีดิบ ผอมแห้งเหมือนผีโครงกระดูก ก็โดนเพื่อนร่วมงานรังเกียจและขับไล่ หาว่าติดยา แต่สาเหตุเพราะพระเอกไม่ได้นอนหลับมาเป็นปี จึงทำให้เขามีสภาพผีตายซากแบบนี้ บางทีก็ไม่ยุติธรรมสำหรับพระเอก ทั้งๆที่พระเอกก็ตั้งใจทำงานมาโดยตลอด แต่มาพลาดเพราะอาการจิตหลอนกำเริบ ส่วนฉากที่พระเอกเผลอเกือบหลับไปนั้น แล้วจู่ๆก็ลุกขึ้นมาขัดห้องน้ำ (มีการเขียนป้ายโพสอิทเตือนตัวเองว่า "ไปซื้อน้ำยาล้างห้องน้ำ") ตอนแรกก็นึกงงว่าไหงอยู่ดีๆลุกขึ้นมาขัดห้องน้ำตอนกลางคืน แต่พอดูไปดูมา คือเหมือนพระเอกพยายามหากิจกรรมทำ เพื่อไม่ให้ตัวเองหลับนั่นเอง (ทรมานร่างกายตัวเองดีแท้)


          ปกติเป็นคนดูหนังแล้วชอบหาข้อคิดที่ได้จากหนัง สำหรับเรื่องนี้แฝงข้อคิดหลายแง่มุมมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในสังคมการทำงาน การอยู่กับคนรอบข้าง การยอมรับความผิด การเผชิญหน้ากับปัญหา การแยกแยะระหว่างความจริงกับความคิดไปเอง โดยเราจะแยกข้อคิดเป็นข้อๆตามที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้ คือ
1.ทุกการกระทำของเรา ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุหรือโดยตั้งใจ ทางที่ดีเราควรยอมรับความผิดนั้น และไม่คิดโทษคนอื่น
2.ทุกคนมีสิทธิทำผิดพลาด ไม่ว่าเรื่องผิดพลาดนั้นจะเล็กหรือใหญ่ หากเราคิดจะแก้ไขมันตั้งแต่ทีแรก โดยไม่คิดหนีความผิดนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายมันอาจไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้
3.การที่เราคิดเข้าข้างหรือหลอกตัวเองจนเกินไป อาจนำมาซึ่งความสูญเสียใจอย่างสุดขีดก็เป็นได้
4.การยอมรับความจริง ยอมรับตัวตนของตัวเอง เป็นสิ่งแรกที่มนุษย์ควรทำ ไม่ว่าตัวตนนั้นมันจะด้านมืดสักแค่ไหน หากเราไม่คิดยอมรับตัวเอง ก็คงไม่มีใครมายอมรับตัวตนที่แท้จริงเราได้
5.จงหาเพื่อนดีๆที่เราไว้ใจสักคนสองคน กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนกับเขา กล้าที่จะเล่าระบายความทุกข์ในใจ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมาย แค่เพื่อนสักคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า..เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกที่โหดร้าย
6.ถ้าไม่อยากเป็นคนจิตหลอน จงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 
 
ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ลองมองตัวเองในกระจก แล้วถามดูสิว่า "เราเป็นใคร ?"

ทิ้งทวนชวนอ่าน: ปกติจะชอบดูหนังแนว Psychological / Mystery / Thriller / Mindbender ออกแนวจิตวิทยา หลอนประสาทนิดๆ คนดูไม่ได้เป็นโรคจิตนะเออ แต่หนังแนวนี้มันทำให้เห็นอีกแง่มุมนึงของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเป็นด้านมืดของมนุษย์ เหมือนเป็นการศึกษาพฤติกรรมตัวละครไปในตัว และนี่เป็นการรีวิวหนังครั้งแรกของเรา ที่เห็นว่าหนังเรื่องนี้ดีและอยากชักชวนให้ได้ดูกัน หากเขียนผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะ จะพยายามฝึกฝนการรีวิวในครั้งต่อๆไป ขอบคุณสำหรับคนที่อ่านมาถึงประโยคนี้ แล้วพบกันใหม่ ขอตัวไปนอนละ ไม่อยากหุ่นเหมือน Reznik น่ะ บ๊ายยยยย กู้ดไนท์บอยแอ่นเกิร์ล ฝันดีราตรีสวัสดิ์..ผองเพื่อนชาว blogger

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความผูกพันแบบไร้สถานะ (เรื่องราวความรักดีๆอีกรูปแบบหนึ่ง)

 
เพลง..รักแท้ (บอย โกสิยพงษ์)


                มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึก เพราะมนุษย์ทุกคนมีหัวใจ และหัวใจที่มีความรู้สึกนั้น หากผสมผสานกับความสัมพันธ์ที่ดีจากใครสักคน มันก็อาจจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” และ “ความผูกพัน"
                หลายๆคนอาจจะเคยผ่านเหตุการณ์ความรักในรูปแบบ “ไม่มีสถานะที่ชัดเจน” หรือ “นิยามไม่ได้ว่าเราเป็นอะไรกัน” แต่อาจจะมีบางคนที่ยังไงก็ไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เด็ดขาด ฉันต้องการความชัดเจน! ประมาณว่า..ฉันเป็นอะไรสำหรับคุณ? การที่คุณจะเรียกร้องสถานะจากคนที่คุณรักนั้น ลองย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า..เราสำคัญพอที่เขาจะให้เราอยู่ในสถานะคนที่เขารักหรือเปล่า? ดูได้จากการกระทำ ความจริงใจ ความห่วงใย เอาใจใส่ และการเสียสละโลกส่วนตัวของเขา ด้วยการก้าวเข้ามาเรียนรู้ตัวตนคุณ นั่นเท่ากับว่าคุณสำคัญพอ แต่ถ้าคุณยอมรับได้กับความรักในรูปแบบที่สถานะไม่ชัดเจน (โลกสวยไว้ก่อน) ไม่ว่าจะเป็นอะไรสำหรับเขา แค่เราได้คุย ได้ศึกษาดูใจ ห่วงใยซึ่งกันและกัน แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตให้ได้รับรู้ อยู่เคียงข้างกันในวันที่ต่างฝ่ายต่างพบเจอปัญหา หากความรู้สึกเช่นนี้มันยังคงอบอวลอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆในทุกๆวัน หากคุณและเขาสามารถรักษาความสัมพันธ์ได้อย่างแนบแน่น คำว่า “แฟน” ก็คงไม่รู้สึกดีเท่ากับ “คนรู้ใจ” บางที “ความผูกพัน” มันมีค่าและมั่นคงมากกว่า “ความรัก” เพราะความรัก..สามารถลดหมดลง แต่ความผูกพันและความมั่นคง จะยังคงอยู่ได้นานตลอดไป
                กรณีความผูกพันที่ไร้สถานะ ที่จะเล่าให้ฟังนี้ มันก่อเกิดจากมิตรภาพความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ แต่มันเป็นความบังเอิญที่ต่อมากลายเป็นความตั้งใจ ที่ทั้งคู่อยากจะสานสัมพันธ์นี้ต่อไป จากการคุยกันทุกวัน หยอกล้อกัน รับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน มันทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีแบบไม่รู้ตัว ไม่ชัวร์ว่านี่เป็นความเคยชินหรือความรักกันแน่? ต่างคนต่างสงสัยในคำถามนี้ กว่าจะค้นพบคำตอบของหัวใจ กลับต้องมีใครสักคนที่ต้องเสียใจ เพื่อแลกกับคำตอบของความรู้สึกนี้
                เมื่อคุยกันไปได้สักพัก เรื่องราวกลับไม่สวยงามอย่างในตอนแรก เมื่ออีกคนกลับเลือกที่จะตีจาก หายไปจากชีวิตของใครอีกคน ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนที่โดนทำลายความรู้สึก ต้องหมดความไว้ใจ นั่นคือหายไปเพราะรักใครคนอื่น กว่าจะรู้ตัวว่าที่พบเจออยู่มันไม่ใช่ความรัก เป็นเพียงแค่ความหลงใหลในเปลือกนอก พอคิดได้และอยากจะกลับไปหาใครคนนั้น มันก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เคยมีนิยามประโยคที่ว่า “ไม่มีอะไรสายเกินแก้” มันอาจจะใช้ได้ในบางกรณี แต่ในกรณีความรู้สึกของใครบางคน มันอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะความไว้ใจและความรู้สึกที่สูญเสียไปแล้วนั้น มันไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ดังนั้นจงอย่าทำลายความรู้สึกใคร ด้วยการทำให้เขารัก แล้วเราก็เลือกที่จะหายไปจากชีวิตเขา เพราะวันไหนที่เราคิดได้และอยากกลับไป เขาอาจปิดใจ ไม่ต้อนรับการกลับมาของเราอีกเลย...



                เหตุการณ์เหมือนจะต้องจบลงตรงทางแยก ไม่สามารถที่จะกลับมาเดินด้วยกันได้อีก แต่เชื่อไหม..ถึงความรักและความไว้ใจ จะหมดลงไป แต่ความทรงจำดีๆและความผูกพันมันยังคงอยู่ และสิ่งนี้มันทำให้ทั้งสองคนกลับมามีเรื่องราวดีๆด้วยกันอีกครั้ง ความห่วงใยและความหวังดี ยังคงมีให้กันและกันเสมอมา ไม่ว่าช่วงเวลาของทั้งสองคนจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกดีๆ ระหว่างทางต้องเผชิญกับความรู้สึกที่สั่นคลอน แต่ท้ายที่สุดก็จบลงตรงความสัมพันธ์ที่เรียกว่า.. “ความผูกพันแบบไร้สถานะ” และทั้งสองคนก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ความสัมพันธ์แบบนี้ตลอดไป...



บทสนทนาแห่งความผูกพัน (แบบไร้สถานะ) ของทั้งสองคน

: เค้ามีอะไรจะสารภาพ ช่วงนึงที่เค้าหายหน้าไปเกือบเดือน คือช่วงนั้นชีวิตเค้ามีแต่ปัญหา มันรู้สึกมืดแปดด้าน มันมองไม่เห็นทางอะไรเลยจริงๆ บวกกับภาพความทรงจำในอดีตที่้ร้ายๆมันวกกลับเข้ามาในหัว เค้าเอาแต่โทษตัวเองกับความผิดพลาดที่เค้าไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ มันทำให้เค้าท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่อยากคุยกับใครเลย เก็บตัวอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเอง ลืมภาพความสุขทุกๆอย่างในชีวิต เค้าคิดว่าจะไม่มีใครสนใจเค้า ไม่มีใครตามหาเค้า แต่มีอยู่คนนึง ที่ทำให้เค้าดึงตัวเองออกมาจากโลกสีเทาแห่งความทุกข์ใบนั้น ทำให้เค้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คนที่เค้าคิดว่าเขาไม่น่าจะตามหาเรา แต่กลับเป็นคนที่ตามหาเราคนแรก รู้มั้ยใคร ? … เธอไง :)

: อยู่คนเดียวแล้วคิดอะไรได้บ้างละ หามุมที่อยู่แล้วเรามีความสุขสิ ทำร้ายตัวเองทำไม ยิ่งปิดกั้นตัวเอง อาจจะยิ่งพลาดสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองนะ สิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไร มันจะผิดพลาดแค่ไหน ก็ให้มันเป็นบทเรียนที่ถือว่าต้องเรียนรู้กันไป ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาดอยู่แล้ว เข้าใจใช่เปล่า รู้มั้ย ไม่ว่ายังไงเค้าก็จะอยู่เคียงข้างเธอนะ :)

: เค้าเหมือนอยากเข้มแข็งให้ได้ด้วยตัวเอง ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นน่ะ เพราะคิดเสมอว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียว แต่ ณ ตอนนี้ มองย้อนกลับไป มันทำให้เค้าคิดได้หลายๆอย่าง อย่างน้อยเราก็รู้ว่าใครรักและห่วงเรา แล้วเค้าก็ค้นพบมุมความสุขของเค้าแล้วแหละ และก็รู้ว่ามุมๆนี้ควรจะให้พื้นที่กับใครหรือสิ่งไหนบ้าง และในมุมนี้มันมีเธออยู่ในนั้น ขอโทษสำหรับเรื่องราวในวันนั้น ที่เค้าทำให้เธอเสียใจ ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตเค้านะ เค้าจะไม่อยู่ข้างๆเธอ แต่เค้าจะอยู่รอบๆตัวเธอ ไม่ว่าเธอจะหันไปทางไหน เธอก็จะเห็นเค้าที่ห่วงใยและหวังดีกับเธอเสมอ :)
 
รักคือความเข้าใจและการให้อภัย ความห่วงใยคือการเอาใจใส่ ความผูกพันคือสิ่งที่ไม่เคยจางหายไป

แล้วคุณละ รู้สึกผูกพันกับใครไหม ถ้าคุณรู้สึกผูกพันกับใคร อย่าลืมส่งความรู้สึกดีๆให้เขาได้รับรู้ หากคุณไม่รู้จะส่งความรู้สึกดีๆยังไง ลองส่งเรื่องราวดีๆเรื่องนี้ให้คนที่คุณผูกพันได้อ่าน บางทีเขาอาจจะรอความรู้สึกดีๆจากคุณอยู่ก็ได้นะ

 
     ทิ้งทวนชวนอ่าน: ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรัก: ภาวะกาฝาก (จิตวิทยาความรัก) ผู้เขียนไปอ่านเจอบทความจาก blog ของ Snowy Girl รู้สึกชอบบทความนี้มาก เป็นเรื่องราวความรักที่อ่านแล้วเป็นการเตือนสติของคนที่กำลังอกหัก แบบที่ว่ารักเขามาก ขาดเขาไม่ได้ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ หากคุณรู้สึกจะเป็นจะตายขนาดนี้ ลองอ่านบทความนี้ แล้วคุณอาจจะมีสติคิดอะไรได้มาก อ่านแล้วอาจจะแสบๆคันๆที่ใจ แต่เป็นการหักดิบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของหัวใจคุณ ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์การรักษาคนไข้ของจิตแพทย์ Dr.Scott Peck ซึ่งได้เขียนบรรยายเหตุการณ์เรื่องนี้ในหนังสือขายดีชื่อ "The Road He Travelled"